เกร็ดความรู้การเมือง




ประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ในประเทศไทย ถือได้ว่ามี การปฏิวัติ เกิดขึ้นครั้งแรกและครั้งเดียวคือ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 โดยคณะราษฎร จากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย และมีการกบฏเกิดขึ้น 12 ครั้ง และรัฐประหาร 8 ครั้ง ดังนี้



กบฏ 12 ครั้ง

1.กบฏ ร.ศ.130
2.กบฏบวรเดช (11 ตุลาคม 2476)
3.กบฏนายสิบ (3 สิงหาคม 2478)
4.กบฏพระยาทรงสุรเดช หรือกบฏ 18 ศพ (29 มกราคม 2482)
5. กบฏเสนาธิการ (1 ตุลาคม 2491)
6.กบฏแบ่งแยกดินแดน (พฤศจิกายน 2491)
7.กบฏวังหลวง (26 กุมภาพันธ์2492)
8.กบฏแมนฮัตตัน (29 มิถุนายน 2494)
9.กบฏสันติภาพ (8 พฤศจิกายน 2497)
10.กบฏ 26 มีนาคม 2520
11.กบฏยังเติร์ก (1-3 เมษายน 2524)
12.กบฏทหารนอกราชการ (9 กันยายน 2528)

รัฐประหาร 8 ครั้ง

1.พ.อ.พระยาพหลฯ ทำการรัฐประหาร (20 มิถุนายน 2476)
2.พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ และคณะนายทหารบก ทำการรัฐประหาร (8 พฤศจิกายน 2490)
3.จอมพล ป. พิบูลสงคราม ทำการรัฐประหาร (29 พฤศจิกายน 2494)
4.จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการรัฐประหาร (16 กันยายน 2500)
5.จอมพลถนอม กิตติขจร ทำการรัฐประหาร (20 ตุลาคม 2501)
6. จอมพลถนอม กิตติขจร ทำการรัฐประหาร (17 พฤศจิกายน 2514)
7.พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ทำการรัฐประหาร (20 ตุลาคม 2520)
8.พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ทำการรัฐประหาร (23 กุมภาพันธ์ 2534)
9.คณะผู้บัญชาการเหล่าทัพ และ ผบ.ตร. ทำการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

ที่มา : เวบ...รากฐานไทย ฐานข้อมูลเพื่อการพัฒนาประเทศ

สงครามครั้งนี้ใครคือผู้ชนะ !

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วารสารPositioning แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วารสารPositioning แสดงบทความทั้งหมด

02 กันยายน 2551

"อวสาน" เขาพระวิหารแหล่งแลกบ่อน้ำมันในเขมร !!!


“เขาพระวิหาร” “แหล่งพลังงาน” “ปตท.” และกลุ่มทุนอดีตนายกฯ “ทักษิณ” กลายเป็นเรื่องเดียวกันอย่างแทบไม่น่าเชื่อ... แต่ก็ต้องเชื่อ เพราะ “พลังงาน” เป็นสิ่งมีค่า เป็น “ขุมทอง” ที่ทักษิณยอมแลกได้ทุกอย่าง แม้ว่าจะทำให้ต้องสูญเสียเขาพระวิหารให้กับเขมร และอาจต้องสูญเสียดินแดนและอธิปไตย ก็เพื่อแลกกับพลังงานในอ่าวเขมร แหล่งพลังงานที่เหลืออยู่แห่งเดียวในโลก ปริศนานี้กำลังถูกเฉลยออกมาว่าทำไม ทักษิณ ถึงต้องมีเอี่ยวใน ปตท.


ว่าด้วยเรื่องเขาพระวิหารแล้ว “นภดล ปัทมะ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีตทนายความและโฆษกประจำตัวของ “ทักษิณ” ไปลงนามเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2551 เพื่อยอมรับคำแถลงการณ์ร่วม ไทย – กัมพูชา สนับสนุนให้กัมพูชาจดทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก จนอาจทำให้ประเทศไทยเสียดินแดน กลายเป็นข้อสงสัยว่าเพื่ออะไร เพราะก่อนลงนามเพียง 1 เดือน พล.อ.เตีย บัน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กัมพูชา ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไทยว่า “ทักษิณ” จะลงทุนธุรกิจพลังงาน เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติในกัมพูชา โดยเฉพาะการเช่าเกาะกง ซึ่งมีรีสอร์ดังอย่าง “สีหนุวิลล์” เป็นจุดขาย


ที่สำคัญกว่านั้น ทางกัมพูชายังมีความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ เพื่อสำรวจและวิจัยแหล่งพลังงานทั้งทางใต้ดินดาวเทียม บริเวณพื้นที่ชายฝั่ง และเบื้องต้นว่า บริเวณทะเลสาบ หรือ “โตนเลสาบ” ใจกลางประเทศ ยังมีแนวโน้มของแหล่งน้ำมันดิบ นอกเหนือจากแถบชายฝั่งที่มีแหล่งก๊าซอีกหลายแห่ง โดยเฉพาะแถบ “จังหวัดเกาะกง” ของกัมพูชา จังหวัดทะเลชายฝั่งทางตอนใต้ ซึ่งพบแหล่งน้ำมัน นั่นหมายความว่า เกาะกง กัมพูชา เป็นแหล่งน้ำมันแหล่งใหญ่ของโลกที่ยังคงเหลืออยู่ และยังไม่ได้ถูกขุดเจาะ ย่อมเป็นที่หมายปองของนานาประเทศทั่วโลก รวมทั้งทักษิณและเครือข่าย


ความหอมหวนของแหล่งพลังงานในกัมพูชาจึงเป็นแหล่ง “ขุมทอง” ขนาดใหญ่ที่ “ทักษิณ” ยอมเดิมพันได้ทุกอย่าง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็น “เขาพระวิหาร”
หากสังเกตุดีๆในการที่คณะกรรมการมรดกโลกได้สนับสนุนกัมพูชา เป็นเพราะทุกประเทศล้วนแต่เล็งเห็นขุมทรัพย์บ่อน้ำมันของเขมร ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส ที่มีกลุ่มโทเทิ่นออยล์ (TOTAL Oil) และจีน ที่บริษัท CNOOC บริษัทน้ำมันเข้าไปสำรวจหาก๊าซและน้ำมันดิบในกัมพูชา และการยอมรับเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชายังสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียดินแดนและอธิปไตย เป็น “โดมิโน” ที่ส่งผลกระทบถึงปัญหา “พื้นที่ทับซ้อน” ระหว่างเขตแดนไทยและกัมพูชาในหลายจังหวัด


นักธุรกิจระดับชาติอย่างทักษิณ ย่อมรู้ดีว่าธุรกิจพลังงานเป็นธุรกิจแห่งอนาคตที่ทำรายได้ให้มหาศาล หาใช่ธุรกิจโทรศัพท์มือถือ ซึ่งอยู่ในช่วงขาลง ไม่ได้รุ่งเรืองเหมือนในอดีต หรือแม้แต่การซื้อธุรกิจสโมสรทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้ ก็เพื่อสร้างโปรไฟล์ให้ดูดี ไม่ใช่ธุรกิจที่ทำรายได้งดงามเหมือนกับธุรกิจพลังงาน


และนี่คือเหตุผลว่า ทำไมทักษิณจึงต้องเป็นเจ้าของ ปตท. ซึ่งมีความพร้อมในเรื่องทั้งขุดเจาะ จัดจำหน่าย ดังนั้น ปตท. จะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจพลังงานในเขมรเป็นจริง โดยมีเครือข่ายธุรกิจพลังงานของอัล ฟาเยด ร่วมเป็นกองหนุน


ปรามสารทพระวิหาร “แหล่งน้ำมัน – ก๊าซเขมร – ทักษิณ” “ปตท.” “โมฮัมหมัด อัลฟาเยด” กลายเป็นเรื่องเดียวกันอย่างแทบไม่น่าเชื่อ... จนนำมาสู่ “คนไทยจะขายชาติกันเอง” ด้วยการวางแผนอย่างแนบเนียนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา


จะเกิดอะไรขึ้น หากทักษิณสามารถนำบริษัทเข้าไปลงทุนในเขมร?





01 กันยายน 2551

ลอยตัว LPG ผลประโยชน์เพื่อใคร !!!


เปิดโปงเส้นทางผลประโยชน์ ก๊าซ LPG ใครคือเจ้าของตัวจริง! ทำไมรัฐจึงต้องประกาศลอยตัวราคาก๊าซ LPG เกี่ยวพันอย่างไรกับก๊าซ NGV ใครคือผู้ได้ประโยชน์อย่างแท้จริงกับการพลังงานทดแทนเพื่อชาติครั้งนี้


ขบวนรถต่อแถวเติมก๊าซในสถานี ปตท. ยาวเหยียด ต้องรอคิวนานร่วมชั่วโมง และมักจบด้วยการสร้างความผิดหวังให้ผู้อดทนรอ เพราะจู่ๆ ก็ “ก๊าซหมด” จากปั๊ม กลายเป็นภาพที่เกิดขึ้นเป็นประจำ เนื่องจากสถิติจำนวนรถหันมาหาก๊าซ NGV (Natural Gas for Vehicles) และ (LPG Liquefied Petroleum Gas) “พลังงานทดแทน” ในยุคที่ราคาน้ำมันพุ่งทะยานไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด ถังก๊าซกลับพุ่งพรวดเพิ่มขึ้นทุกวัน ที่สำคัญก๊าซกำลังขาดแคลนอย่างหนัก ไม่ได้เกิดเฉพาะกับก๊าซ NGV เท่านั้น แต่ยังลามไปถึง LPG ซึ่งเคยเป็นทางเลือกของผู้ที่ไม่ต้องการเข้าแถวรอเติมก๊าซ NGV


อย่างไรก็ดี ถ้าพิจารณา “ผู้เล่น” ในตลาดก๊าซ LPG รายอื่นๆ อย่างบริษัทก๊าซผู้รับช่วงจาก ปตท. ไม่ว่าจะเป็น “สยามแก๊ส” หรือ “เวิลด์แก๊ส” ก็ล้วนแต่ได้ประโยชน์ จากการลอยตัวราคา LPG ทั้งสิ้น และเมื่อตรวจสอบข้อมูลบริษัทเหล่านี้ กลับมีความพัวพันของผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเหลือเชื่อ

“สยามแก๊ส” หรือ สยามแก๊สแอนด์ปิโตรเคมีคลส์ ที่กำลังเข้าตลาดหุ้นในเร็ววัน ก็พบชื่อพลเอกชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีต ผบทบ. ลูกพี่ลูกน้องของอดีตนายกฯ “ทักษิณ” เป็นประธานกรรมการ ส่วน “เวิลด์แก๊ส” นั้นถือหุ้นเกือบ 100% โดยปิกนิก คอร์ปอเรชั่น ที่รุ่งเรืองจากธุรกิจก๊าซและถังก๊าซ จนเข้าตลาดหุ้นได้ในช่วงรัฐบาล “ทักษิณ” ซึ่งผู้ถือหุ้นใหญ่ของ “ปิกนิก” คือคนในตระกูลลาภวิสุทธิสิน อดีตนายทุนของพรรคไทยรักไทย จนสุริยา ลาภวิสุทธิสิน ได้เก้าอี้ รมช.กระทรวงพาณิชย์ เป็นการตอบแทน ทว่าบุคคลในครอบรัวของเขา ก็ถูก ก.ล.ต. ตรวจสอบและพบว่ามีการตกแต่งบัญชีและปั่นหุ้น “ปิกนิก” จนสุริยา ต้องลาออกจากตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ฯ ในที่สุด

แม้ต้องตรวจสอบกันต่อไปว่าใครกันแน่เป็นตัวการสร้าง “ความปั่นป่วน” ให้ตลาด LPG แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ต้นทุนของ LPG นั้นจะเพิ่มขึ้นตามระยะทาง ยิ่งใช้มากค่าใช้จ่ายในการขนส่งก็ยิ่งเพิ่ม ปตท. ย่อมรู้สึกสูญเสียผลประโยชน์เพราะไม่ได้กำไรเพิ่มจาก LPG สักเท่าไหร่ เพราะต้องตรึงราคาขายส่ง แม้จะได้รับค่าชดเชยจากรัฐก็ตามและความนิยมของผู้ใช้ก๊าซ LPG ยังมากระทบตลาด NGV ให้ ปตท. ขาดทุนหนักเข้าไปอีก ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมานี้ NGV ขาดทุนสะสมแล้วกว่า 6,000 ล้านบาท

เมื่อตลาด LPG กำลังปั่นป่วนรัฐพยายามสร้างความ “สงบและมั่นใจ” ให้กับตลาด NGV โดยตรึงราคาอยู่ที่ 8.5 บาท/กิโลกรัมจนถึงสิ้นปี และจะปรับขึ้นเป็น 11 และ 13 บาท ในปี 2552 และ 2553 นี่ย่อมเป็นมาตรการของรัฐที่ “บีบคั้น” ให้ประชาชนหันมาใช้ NGV มากขึ้น

ปตท. จึงมีรัฐเป็นกระบอกเสียงกล่าวโทษผู้บริโภคที่นำ “ก๊าซหุงต้ม” ไปใช้กับยานพาหนะ ทำให้แก๊สหุงต้มขาดแคลนและราคาเพิ่มสูงขึ้น ในแง่ต้นทุน LPG เป็น “ผลพลอยได้” จากการแยกก๊าซธรรมชาติหรือการกลั่นน้ำมันอยู่แล้ว ดังนั้นจึงมีต้นทุนเพิ่มน้อยมาก แต่ในทางปฏิบัติ รัฐกลับตั้งราคาขาย LPG โดยอิงกับเกณฑ์ของต่างประเทศ เพื่อให้ LPG มีปริมาณเหลือไปทำกำไรส่วนอื่นไม่ใช่ภาคขนส่งที่มาแย่งตลาดเดียวกับ NGV ของ ปตท.



ธุรกิจพลังงาน - เขาพระวิหาร - เกาะกง

เกี่ยวข้องอย่างไรกับท่านทักษิน


หรือ เป็น "หายนะ" ที่คนไทยขายชาติกันเอง


กระชากหน้ากาก ปตท.
ตอนที่ 1 พลังงานเพื่อใคร?
ตอนที่ 2 สูตรปั่น “ราคาน้ำมัน” ทำกำไร !!!

28 สิงหาคม 2551

สูตรปั่น “ราคาน้ำมัน” ทำกำไร !!!



ปตท. มี “โรงกลั่นน้ำมัน” อยู่ 5 โรง จากทั้งประเทศที่มีอยู่ 7 โรง ทำให้ปั๊มน้ำมันส่วนใหญ่ไม่มีทางเลือกมากนัก เพราะหากอยากมีน้ำมันไว้ขายก็ต้องซื้อจาก ปตท. เป็นส่วนใหญ่ หรือแม้ว่าจะเป็นโรงกลั่นของต่างประเทศอย่างยักษ์ใหญ่ “เซฟรอน” ที่ควบรวมกิจการกับยูโนแคลไปแล้ว ก็ต้องรับสัมปทานอีกต่อหนึ่งจาก ปตท.


เมื่อ มีสถานะผูกขาดธุรกิจ ย่อมมีอำนาจการคิดราคาขายหน้าโรงกลั่น โอกาสเช่นนี้ ราคาไหนที่สูงกว่าทำกำไรได้มากกว่า บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่าง ปตท. ย่อมต้องไขว่คว้า และเกาะติด ซึ่งกลายเป็นข้ออ้างที่ทำให้ ปตท. จำเป็นต้องขายน้ำมันแพงมาตลอด นั่นคือ “ราคาขายที่ตลาดสิงคโปร์” ผลก็คือ ปตท. รายได้เพิ่มขึ้นปีละ 15 % ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่คนไทยกำลังทุกข์ยากกับราคาน้ำมันที่แพงลิ่ว แต่ ปตท. กลับมีรายได้สูงถึง 1.5 ล้านล้านบาท และ กำไรถึงเกือบ 1 แสนล้านบาท


ที่มาของกำไรของ ปตท. นอกจากเทคโนโลยีการกลั่นที่ดีขึ้น และการเทกโอเวอร์กิจการบริษัทน้ำมันและโรงกลั่นหลายแห่ง ของ “โสภณ สุภาพงษ์” ซึ่งเคยเป็นผู้บริหารบางจาก และวุฒิสมาชิก อธิบายว่า "ไทยนำเข้าน้ำมันดิบส่วนใหญ่จากตะวันออกกลาง ซึ่งราคาจากแหล่งผลิตน้ำมันดิบย่อมต่ำกว่าตลาดซื้อขายน้ำมันล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นในนิวยอร์ก ยุโรป และสิงคโปร์ ซึ่งตลาดเหล่านั้นเปรียบเหมือนตลาดหลักทรัพย์” ที่มีการซื้อขายหุ้นกันหลายรอบ จนราคาถูกปั่นสูงขึ้นเรื่อย ๆ หรือในบางวันอาจมีราคาลดลง แต่ส่วนใหญ่คือการปั่นให้มีราคาสูงขึ้นเกินจริง


ตัวอย่างเช่น น้ำมันดิบจากโอมานราคา 122 เหรียญต่อบาร์เรล ณ วันที่ 30 พฤษภาคม 2551 หรือเท่ากับ 24.8 บาทต่อลิตร (การแปลงหน่วยบาร์เรลเป็นลิตร คำนวณจาก 1 บาร์เรล เท่ากับ 159 ลิตร ราคา 122 เหรียญเท่ากับ 3,904 บาท อัตราแลกเปลี่ยน 32 บาทต่อเหรียญ) เมื่อบวกค่าการกลั่นอีกประมาณ 1.5 บาทต่อลิตร ราคาขาย ณ โรงกลั่นควรเป็น 26.3 บาทต่อลิตร แต่เมื่อมีการอ้างความจำเป็นว่าต้องอิงราตลาดสิงคโปร์ที่มีการปั่นราคา น้ำมัน เพราะมีการเก็งกำไรจากการซื้อขายน้ำมันล่วงหน้าเป็นเดือน ทำให้ราคาขาย ณ โรงกลั่นสูงขึ้น


จาก โครงสร้างการผูกขาดธุรกิจพลังงานชนิดครบวงจร มาจนถึงการคำนวณราคาที่แพงทั้งที่มีทางเลือกคำนวณให้ถูกลงได้ แต่ ปตท. ยืนยันไม่เลือก ณ วันนี้จึงทำให้คนไทยได้บทเรียน และกำลังส่งสัญญาณชัดมายังก๊าซแอลพีจี และแม้จะมีการส่งเสริมให้ใช้พลังงานทดแทนอื่นๆ หากแต่อำนาจเหนือตลาดยังคงเป็นของ ปตท.

COMING SOON ...

ใคร...คือเจ้าของตัวจริง?

แล้วผลประโยชน์ทั้งหมดตกอยู่ในมือใคร?

กระชากหน้ากาก ปตท.
ตอนที่ 1 พลังงานเพื่อใคร?

26 สิงหาคม 2551

ปตท. พลังงานเพื่อใคร?

สโลแกนที่ว่า "ปตท. พลังงานไทยเพื่อไทย" อาจต้องเปลี่ยนเป็น "ปตท. พลังงานเพื่อใคร?" เมื่อคนไทยกำลังเดือดร้อนร้อนจากราคาน้ำมันแพงกันถ้วนหน้า แต่บิ๊กใน ปตท. กลับร่ำรวยกันถ้วนหน้า / ใครเจ้าของตัวจริงกันแน่ / ที่มาของสูตรราคาหายนะมาจากไหน ทำไมต้องอิงตลาดสิงคโปร์ / ทักษิณ ชินวัตร - ปตท. - ธุรกิจพลังงาน - เข้าพระวิหารและเกาะกง จึงเป็นเรื่องเดียวกัน

"ต้นทุน" ชีวิตของคนไทยพุ่งขึ้นตลอดช่วง 4 - 5 ปีที่ผ่านมา มีสาเหตุชัดเจนมาจาก ปัญหา "ราคาน้ำมันแพงกระฉูด" ชีวิตหยุดไม่อยู่


แต่ไม่สำคัญเท่ากับว่า ขณะที่ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่เดือดร้อนอย่างหนัก และบริษัทส่วนใหญ่ต่างต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจจากราคน้ำมันแพง ภาวะเงินเฟ้อ ปตท. ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานที่เคยเป็นความหวังของคนไทยกลับเติบโตส่วนวิกฤตยิ่งคนไทยต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงมากขึ้นเท่าไหร่ "ตัวเลขกำไร" ปตท. ยิ่งเพิ่มขึ้นทุกไตรมาสในทุกปี

จากเมื่อก่อนน้ำมันเบนซิน 91 หรือ ดีเซล ผู้ใช้เคยจ่าย ลิตรละ 11 - 13 บาท เมื่อปี 2543 มาทุกวันนี้เราจ่ายกัน ลิตรละ 40 - 42 บาท เพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่า จึงเป็นเหตุให้เดือดร้อนกันไปถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็น ภาคขนส่ง ธุรกิจ อตสาหกรรม รวมทั้งประชาชนอย่าง เรา ๆ ที่ต้องแบกรับต้นทุนน้ำมันเพิ่มขึ้น จนต้องขึ้นค่าขนส่งและราคาสินค้า

ปตท. ยังผูกขาดธุรกิจก๊าซ NGV และ LPG โดยพร้อมทุ่มลงทุนเต็มที่ 5 ปีนับจากนี้ ด้วยงบกว่า 1.7 แสนล้านบาท และยังออกแรงดันเด็มที่กับ "ไบโอดีเซล" และ "เอทานอล" ไม่ว่าจะเป็น E20 และ E85 ที่ปตท. มีสิทธิผูกขาดรับซื้อจากผู้ผลิตแอลกอฮอล์เพียงรายเดียว โดยมีกลุ่มทุนขนาดใหญ่ทั้งค่ายซีพี และค่ายแอลกอฮอล์ยักษ์ใหญ่อย่างไทยเบฟเวอเรจ เบียร์ช้าง ตระกูลภิรมย์ภักดี ร่วมกับบุคคลและธุรกิจในเครือข่ายของอดีตนายกรัฐมนตรี อย่างพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร และค่ายมิตรผล และเทมาเส็ก ทนจากสิงค์โปร์ก็พร้อมโดดเข้ามาตลาดเต็มที

ความหอมหวานของธุรกิจพลังงานยังเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับสาเหตุที่ไทยต้องเสียดินแดนเขาพระวิหารเพื่อนแลกกับเกาะกง ที่เชื่อว่าเป็นพลังงานแห่งใหม่ในเขมร ที่ผู้นำเขมรออกมายอมรับว่าพ.ต.ท. ทักษิณ พร้อมเข้าไปลงทุนธุรกิจพลังงานในเขมร และยังมีการเปิดโปงข้อมูลอีกว่า การซื้อเกาะกงของทักษิณ ทำในนาม "นิติบุคคล" หาใช่ในนามของรัฐ


นี้แค่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด


TO BE CONTINUE!!!

มุมสบาย สบาย คลายเครียด